31.8.54

วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเอง

พอดีแอร์ที่บ้านไม่ได้ล้างมาเป็นปีแล้วครับสังเกตุดูแล้วว่า มันเริ่มเสียงดังและมีน้ำหยดติ๋งๆครับฝุ่นก็เต็มเขรอะ พอไปศึกษาวิธีการดูแลรักษาแอร์เขาบอกว่าต้องล้างทุก 2 อาทิตย์ ถ้าไม่ล้างฝุ่นก็จะตันและแอร์ก็จะทำงานหนักและกินไฟเพิ่มขึ้นอีกครับ

พอรู้เช่นนี้ก็คงต้องถึงเวลาล้างแอร์แล้วครับ แต่จะจ้างช่างมาล้างก็น่ากลัวอะนะ ก็เลยคงต้องลงมือเองซะแล้วงานนี้ พอไปค้นดูก็พอมีวิธีการอยู่บ้างครับ(ต้องขอบคุณ mrkai999: http://2diy.blogspot.com/2009/06/diy-30.html) ว่าแล้วก็ลงมือกันเลยดีกว่าครับ

วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเอง แบบแห้ง 30นาทีเสร็จ



1.) ตัดไฟที่เบรคเกอร์แอร์ก่อน จากนั้นถอด ฝาครอบด้านหน้าออก โดยยกฝาเปิดขึ้นสุด แล้วเอามือกดขามันทั้ง 2 ข้างเข้าหากันให้หลุดออกจากร่อง ตามรูป เวลาเอาขาออกให้เอาขาด้านซ้ายมือของเราออกก่อน แล้วจะดึงด่านขวาออกได้โดยง่าย



2.) ถอดฝาออกแล้วถอดแผ่นกรองทั้ง 2 แผ่นออกจะเป็นอย่างนี้
ในรูปนั่นกำลังถอดครีบบังคับทิศทางลมออก จำไว้ว่าครีบใหญ่อยู่บน เล็กอยู่ล่าง




3.) จากนั้นถอดฝาครอบแผงวงจรไฟฟ้าออก



4.) ตามด้วยถอดน็อตยึดฝาครอบ ทั้ง 2 ตัว



5.) จากนั้นเริ่มถอดฝาครอบออก โดยเอามือจับทีโครงด้านบนตามในรูป แต่ต้องจับที่โครงด้านบนทั้ง 2 มือ เวลาถอดให้ยกขึ้นนิดๆให้โครงมันหลุดจากเขี้ยวที่ล๊อคไว้ แล้วดึงโครงเข้าหาตัว
พอเอาโครงออก และถอดปลั๊กสายไฟของมอเตอร์ควบคุมบานสวิงออกจะเป็นแบบนี้
6.) พอเอาโครงออก และถอดปลั๊กสายไฟของมอเตอร์ควบคุมบานสวิงออกจะเป็นแบบนี้


7.) จากนั้นจะต้องถอดถามรองน้ำออก โดยต้องถอดน๊อตตัวนี้ก่อน



8.) จากนั้นจะต้องถอดถามรองน้ำออก โดยต้องถอดน๊อตตัวนี้ก่อน


9.) แล้วล้วงเข้าไปไขน๊อตตัวที่่สองออก ไอ้ตัวนี้อยู่ลึกหน่อย แต่ถอดไม่ยาก

10.) พอถอดน๊อต 2 ตัวออกแล้ว ให้ถอดสายยางออกจากรางรับน้ำ วิธีถอดก็ดึงออกตรงๆ ค่อยๆดึงออกช้าๆ แล้วถอดรางรับน้ำออกโดยดึงรางเข้าหาตัวเยื้องๆลงข้าล่าง เพื่อให้รางออกจากช่องลมออก ต้องดึงลงเพื่อให้พ้นจากแผงคอยล์เย็น

ดึงออกแล้วจะเป็นอย่างนี้


ฝุ่นจับเยอะ


บางช่องฝุ่นหนา ลมออกน้อย ฝุ่นน้อยลมออกมาก นี่เป็นสาเหตุของเสียงเดี๋ยวเบา เดี๋ยวค่อย


11.) จัดการใช้เครื่องดูดฝุ่น หัวแปรงดูดซะให้เกลี้ยง ต้องเลื่อน ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา อยู่พักใหญ่กว่าจะดูดฝุ่นตามใบพัดลมออกหมด

พอดูดเสร็จแล้วเป็นแบบนี้


ดูเต็มๆ ตลอดแนว


จบขั้นตอนทำความสะอาดด้วยตัวเอง
- - - - - -

12.) คราวนี้ก็ประกอปกลับ ใส่ถาดรองน้ำเข้าไปก่อน โดยสอดจากด้านล่างของคอยล์เย็นแล้วดันขึ้นเบาๆ มันจะเข้าล็อคเอง อย่าฝืนเด็ดขาด ค่อยๆขยับไปมาหาจังหวะที่จะดันรางน้ำเข้าได้ง่ายๆ เขาออกแบบให้ใส่ได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงมาก


13.) ทำย้อนกับตอนถอด ใส่น้อตทั้ง 2 ตัวที่ยึดรางน้ำทิ้ง
อย่าลืมเอาสายยางน้ำทิ้งต่อเข้ากับรางน้ำด้วย

ต่อสายมอเตอร์บานสวิงลมกลับเข้าแผงวงจร

14.) ใส่ฝาครอบด้านหน้ากลับคืน ดันเข้าตรงๆขยับด้านบนของฝาครอบให้มันลงล็อค
แล้วขั้นน๊อตยึด 2 ตัวที่ด้านล่างของโครงแอร์ ในรูปรูน็อตจะอยู่ที่เทปสีฟ้า ด้านล่าง



15.) ขั้นน็อต 2 ตัว ยึดโครงแอร์


16.) ปิดฝาครอบแผงวงจร


17.) ใส่บานสวิงลมออกกลับคืน ใบใหญ่อยู่บน


18.) ใส่แผ้นกรองอากาศ แล้วปิดฝาครอบด้านหน้า


19.) จากนั้นก็ไปยกเบรคเกอร์ต่อไฟเข้าแอร์ แล้วลองเปิดดู ลมแรงสะใจ ไม่มีเสียงดังๆค่อยๆอีกแล้ว

26.8.54

3G คืออะไร

ก็คงได้ยินและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อกันมานานจริงๆ กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า 3G แต่ก็ยังไม่มาซักที (ดีไม่ดีกว่าจะได้ใช้กันอาจจะเป็น 4G ไปแล้ว ฮา ) ก็ด้วยความคาดหวังว่าเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารของบ้านเราจะได้พัฒนาไปอีกก้าวใหญ่ๆ แต่หลายท่านก็ยัง งงๆ อยู่เหมือนกันว่า 3G คืออะไร กันแน่ ดังนั้นในช่วงที่รอคอยนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่า 3G คืออะไร

เทคโนโลยี 3G คืออะไร
3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต
3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

ลักษณะการทำงานของ 3G

เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ

เทคโนโลยี 3G น่าสนใจอย่างไร
จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว

Always On
คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย

อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G
สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC


อ้างอิง http://community.siamphone.com/viewtopic.php?t=126459

20.8.54

เปรียบเทียบระหว่าง iPhone และ Android

    ทุกวันนี้จะมองไปทางไหนก็จะพบเห็นแต่ละคนมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กเด็กแดง เด็กอนุบาลจนถึงคุณตา คุณยาย ก็สไลด์ปรื๊ดๆกันทั้งนั้น เรียกได้ว่าใครไม่มีก็ถือว่าเอาท์สุดๆ
    สำหรับสมาร์ทโฟนที่เป็นตัวหลักที่ห้ำหั่นกันอย่างสูสีในท้องตลาดขณะนี้ก็จะแยกตามระบบปฏิบัติการได้ 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ iOS ที่ใช้ใน iPhone จากค่าย Apple และ Android OS จากค่าย Google หรือจำง่ายๆก็คือโทรศัพท์ที่เป็น iPhone และ Android
  





    โทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ iOS ได้แก่ iPhone 3 , iPhone 4 จากค่าย Apple(กำลังจะออก iPhone 5)
    โทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Android ได้แก่ HTC , Samsung Galaxy , LG , Acer , Welcom, Motorola, Garmin Asus

     ได้มีการออกมาเปรียบเทียบกันระหว่าง iPhone และ Android จากทางทาง Lifehacker ซึ่งจะเน้นที่ไปที่ คุณสมบัติและความ สามารถของระบบปฎิบัติการ ของทั้งสอง ซึ่งไม่ได้เน้นที่ ประสิทธิภาพจากตัว Hardware โดยเปรียบเทียบกันแบบ หมัดต่อหมัด ฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์ ว่าใครจะอยู่ใครจะไป
iPhone และ Android

*ภาพจาก lifehacker โดย Adam Dachis
** ถ้า iPhone ชนะ จะเป็นรูป Apple ถ้า Android ชนะจะเป็นรูปหุ่นยนต์ดีใจ
ส่วนถ้ามีรูป ทั้งสอง ก็แปลว่าเสมอกัน


ความง่ายในการใช้งาน

ผู้ชนะ : iPhone
iPhone สามารถใช้งานได้ง่าย และเข้าใจได้เร็ว ด้วยการใส่ปุ่ม (Home) ไว้เพียงปุ่มเดียวด้านหน้าไว้ที่ด้านหน้า
และเรียกใช้งาน App จากหน้า Home Screen ได้เลย ส่วน Android มีปุ่มหลายปุ่ม ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง
ซึ่งก็ตามแต่ โทรศัพท์นั้นเป็นของผู้ผลิตค่ายไหนด้วย  ซึ่งทำให้หลายคนสับสนได้ ดังนั้นเรื่องความง่ายในการใช้งาน iPhone ต่อยมันขวาตรงเข้าหน้า Android อย่างจัง

การเปิดรับ

ผู้ชนะ : Android
ยังไงก็รู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นชก เพราะ iPhone เป็นระบบปิด ซึ่งต่างกับ Android อย่างสิ้นเชิงที่ กูเกิลพัฒนามาจาก Open source อย่าง linux นอกจากนั้น iPhone ยังควบคุม App ต่างๆ ต้องผ่านการ ยอมรับจากทาง Apple ก่อนด้วย ซึ่งต่างกับ Android


ความประหยัดพลังงานส่วนของแบตเตอร์รี่

ผู้ชนะ : iPhone
Apple ให้ความสำคัญมาก ๆ ในเรื่องของการประหยัดแบตแต่ข้อนี้ก็วัดกันลำบาก เพราะ Android มีหลากหลายรุ่นมาก hardware แตกต่างกันมากเหลือเกิน ซึ่งต่างกับ iPhone มีมีอยู่เพียงไม่กี่รุ่น แต่โดยรวมแล้ว iPhone ก็ยังใช้งานได้นานกว่า Android

การใช้งานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking)

ผู้ชนะ : เสมอกันระหว่าง iPhone และ Android
หลังจากรอมานานกับ mulitasking ใน iPhone ซึ่งจะเพิ่มเข้ามา ใน iOS4 แม้จะไม่ใช่การสนับสนุน Multitasking เต็มรูปแบบเหมือนอย่าง Android แต่ก็แลกมาด้วยการประหยัดแบตไปได้อีกเยอะนัดนี้เลย เสมอกัน

ซอฟท์แวร์คียบอร์ด

ผู้ชนะ : iPhone
iPhone ทำการบ้านได้ดีกว่า ตัวซอฟต์คียบอร์ดของ iPhone จึงดีกว่าของ Android แต่ ด้วยความที่ Android ปรับแต่งได้ง่าย ดังนั้น จึงหา soft keyboard ที่ปรับแต่งให้ใช้งานได้ดีขึ้น ไม่อยากนัก แต่โดยรวมๆ แล้ว iPhone ชนะ เพราะดีมาตั้งแต่เปิดออกจากก่อนไม่ต้องไปหามาลงเพิ่มให้ยุ่งยาก

(แต่คงไม่ได้ตัดสินที่ keyboard ภาษาไทย ที่เอาสระไปรวมกัน มั่วไปหมดสำหรับ iPhone)


การค้นหาข้อมูลในตัวโทรศัพท์

ผู้ชนะ : เสมอกันระหว่าง iPhone และ Android
แม้ Android จะมาจากค่าย นักเสิร์ช อย่าง google แต่ก็ไม่สามารถ ชนะน๊อต นัดนี้ได้ ทั้งสองทำคะแนนในการค้นหา รายชื่อโทรศัพท์, เพลง, อีเมล, Note, ปฎิทิน และ App ได้เป็นอย่างดี ดูแล้วต้องบอกว่า Google เสียหน้าหน่อยนะ ถ้าไม่ใช่ชนะ

ระบบแจ้งเตือน

ผู้ชนะ : Android
ระบบแจ้งเตือน หรือ Notification ยังไม่ได้รับการปรับปรุงเท่าที่ควร สำหรับ iPhone ยิ่งเป็นมือถือที่ใช้งานง่ายแล้วด้วย น่าจะปรับปรุง ส่วนนี้ได้แล้ว เพราะการปรับแต่ง Notification ก็ดูงุนงง (บางครั้งก็อยู่ใน ส่วนของ App เอง บางทีก็อยู่ในส่วนของ Setting ใน OS)  ซ้ำยังสามารถแสดง การแจ้งเตือน ได้แค่ อันแรกอันเดียว ทำให้ผู้ใช้ ละเลยการแจ้งเตือนอันต่อๆ  มา ผิดกับ Android ที่ทำงานแจ้งเตือนได้ชาญฉลาดกว่า เพราะมี ระบบ pull down ให้เลือกดูการแจ้งเตือน

ระบบแปลงเสียงเป็นข้อความ (Voice-to-Text)

ผู้ชนะ : Android
ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้า หมัดนี้ Android ชนะสบาย ๆ เพราะ Google เชี่ยวชาญเรื่องนี้อยู่แล้ว และมันสะดวกมาก ๆ ในการใช้งานด้วยเสียงแทนการใช้นิ้วพิมพ์ เพราะบางครั้ง เราก็ไม่สะดวกที่จะพิมพ์ อย่างขับรถ หรือเดินบนถนนอยู่ ซึ่งสำหรับ iPhone ไม่สามารถทำส่วนนี้ได้เลย นอกจากใช้ App เสริมเอาเอง * แต่สำหรับภาษาไทย ก็เดี้ยงทั้งสองนั่นแหละ

การ Sync กับคอมพิวเตอร์

ผู้ชนะ : Android
ด้วยความที่ว่า iPhone ไม่ค่อยจะเปิดการใช้งานอะไรนัก และมัก ควบคุมการใช้งานอย่างยิ่งยวด ทำให้ iPhone ล้าหลังมาก ๆ ในเรื่องการ Sync ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ ที่ต้องทำผ่าน iTune เท่านั้น และต้องเสียบสายอีกต่างหาก สมัยนี้อะไรมันก็ทำผ่าน ไร้สายกันแล้ว Android ทำส่วนนี้ได้ดี Sync ผ่าน Wireless ได้เลย เข้าไปยัง Google Account ซึ่งถึงคราวเปลี่ยนมือถือ เมื่อไหร่ ข้อมูลก็ Sync กลับมาได้อย่างง่ายดาย เพราะข้อมูลทุกอย่างอยู่กับ Google Account เรียร้อยแล้ว

การ Sync กับคอมพิวเตอร์ ที่ไม่ผ่านบริการ Google

ผู้ชนะ : iPhone
แม้ Android จะชนะในหมัดที่แล้ว แต่ถ้าลองดูว่าการ Sync ที่ไม่ใช่บริการของ Google Services ก็จะเห็นว่า ไม่สามารถ Sync กับบริการของเจ้าอื่นได้เลย ไม่ว่าจะเป็น outlook, iTune

การใช้โทรศัพท์ต่อเน็ตแทนโมเด็ม (internet Tethering)

ผู้ชนะ : ไม่มี
อันนี้ lifehacker พูดถึงเฉพาะ การใช้งานที่ อเมริกา

การออกการแก้ไขปัญหาและอัพเดตอย่างต่อเนื่อง

ผู้ชนะ : iPhone
ยุคนี้แล้ว ไม่ใช่แค่ hardware เทพอย่างเดียว ต้องรวมถึง mobile OS ด้วย ผู้ใช้ทุกคนต่างก็การแก้ไขบัก และฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้อัพเดตเพิ่มเติม ซึ่ง Apple ได้ทำส่วนนี้ได้อย่างเป็นระบบ เพราะจะมีการอัพเดต OS ใหม่ทุกปี เป็นอย่างน้อย ตามการออก ตัว iPhone รุ่นใหม่ (hardware) ซึ่งต่างกับ Android ที่มีความหลากหลายมาก ๆ ในด้าน hardware เพราะเป็นระบบเปิด มีคนนำไปใช้หลายเจ้ามากมาย ทำให้ กูเกิล มีปัญหากับการอัพเดต Android Phone อย่างมาก แต่กูเกิล จะปรับเปลี่ยนเป็นการออกอัพเดต OS ใหม่ทุกปี เหมือน ที่ Apple ทำกับ iPhone

แอฟฟลิเคชัน

ผู้ชนะ : เสมอกันระหว่าง iPhone และ Android
มีหลายคนอาจจะบอกว่า อะไรกัน iPhone มี APP เยอะกว่าตั้งเยอะ (ต่างกันเกือบ 4 เท่าตัว) แต่เดี๋ยวก่อน แม้จำนวนเยอะ ก็ไม่ได้หมายความว่า App จะดีไปด้วยทุกตัว (อาจจะเพราะว่า การควบคุม มากมายก่ายกองของ
Apple เอง ทำให้ Developer เองไม่ค่อยมีอิสระในการออก App ดังจากที่เห็นว่ามี Jail break App หลายตัวที่ดี และน่าใช้) และอีกประเด็นคคือ App เด่นๆ  ดัง ๆ และใช้งานดีขั้นเทพ ก็มักจะมีการออกมาทั้ง iPhone และ Android 
 การเล่นเน็ตผ่านมือถือ
ผู้ชนะ : เสมอกันระหว่าง iPhone และ Android
iPhone มาพร้อมกับ Mobile Safari Browser ซึ่งสามารถทำงานได้ดี ไม่มีงอแงง เรียกว่าเสถียรดีมาก ส่วน Android แม้จะทำงานได้ ไม่ดีเท่า Safari แต่ก็มีการสนับสนุน Flash ด้วย


เกม
ผู้ชนะ : iPhone
ต้องให้คะแนนเพราะความเก๋าของ iPhone ที่มีเกม ใน App Store อยู่เยอะมาก และเกมดังๆ ก็ port ลงใน iPhone เยอะด้วย แต่ Android ก็น่าจับตาอยู่ไม่น้อย แต่นาทีนี้ iPhone ที่ Nintendo มองเห็นเป็นคู่แข่ง สำหรับเกมมือถือแล้ว ก็คงไม่ธรรมดา

ความสามารถทางด้านฟังเพลง

ผู้ชนะ : iPhone
แม้ว่า Android จะทำอะไรได้หลายอย่าง แล้วก็ดีซะด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ ผู้ใช้บ่นกันอุบ ก็คือ ส่วนของ media player ซึ่งผิดกับ iPhone ที่เอา media player ระดับเทพที่ใช้ใน iPod ลงมาใช้  งานนี้ iPhone จึงรักษาแชมป์ไว้ได้

ระบบนำทาง GPS แบบ Turn by Turn แบบแจกฟรี

ผู้ชนะ : Androidแน่นอน Android ชนะขาด เพราะแจกระบบนำทางมาให้ใช้ฟรี ๆ พร้อมตั้งแต่เปิดเครื่อง ส่วน iPhone ต้องไปซื้อเอาเองจากใน App Store ซึ่งราคาก็ไม่ใช่น้อย

การผสานเข้ากับ Google App

ผู้ชนะ : Androidยังไงก็ต้องยกให้ Android เพราะผสมการใช้งานกับ Google App ต่างๆ ได้อย่างลงตัว ซึ่ง Apple ได้กีดกัน
Google ที่มองดูเป็นคู่แข่งอยู่แล้ว

ใช้งานกับ Google Voice

ผู้ชนะ : Androidเหตุผลง่ายๆ เลยคือ Google Voice มันดีมาก ซึ่ง iPhone ไม่ยอมให้มีใช้

การปรับแต่ง

ผู้ชนะ : AndroidiPhone ที่แม้จะอัพเดตเป็น iOS4 ก็เพิ่มความสามารถในการปรับแต่ง หน้าตาได้แค่ เปลี่ยน wallpaper และ background image ได้เอง ซึ่งเป็นของเสียมาตั้งแต่แรก สำหรับ iPhone ที่ทำให้ดูน่าเบื่อ ได้ง่าย ผิดกับ Android ที่แทบจะแต่งอะไรได้สารพัด
คะแนนโดยรวม Android เป็นผู้ชนะ ด้วยคะแนน 13 : 11


แม้ว่า Android จะเป็นฝ่ายชนะในครั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนบทความจาก lifehacker ก็เป็นแฟนตัวยงของ บริการต่างๆ ของ Google Mobile service เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ซึ่งบริการต่างๆ มันก็ (เจ๋งจริง ๆ นั่นแหละ) และเน้นมองประเด็นในด้านของ ผู้ใช้โทรศัทพ์เป็น เซียนนักใช้ฟีเจอร์ต่างๆ (power user)
     ส่วนใครที่กำลังมองหาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนซักเครื่องไว้ใช้งานก็คงต้องตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะแต่ละค่ายก็จะมีดีแตกต่างกันไปคนละแบบ ทั้ง iPhone และ Android ก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่ปัจจัยที่ทำให้เรารู้สึกแตกต่างก็คงเพราะความสามารถด้านการตลาดของเขา ที่ทำให้เรามีความเชื่อว่าของเขานั้นดีจริงๆ

15.8.54

แก้ปัญหาเครื่อง Computerรวน ด้วย System Restore

  หลายครั้งที่เราลองเอาโปรแกรมใหม่มาลงหรือติดตั้งอุปกรณ์ใหม่บน Windows แล้วอยู่ดีๆ ระบบComputerรวน ขึ้นมาซะงั้น ทำให้ใช้งานต่อไปไม่ได้ ไม่ไหวจะเคลียร์
   แต่ไม่ต้องห่วงครับทุกวันนี้ Windows มีเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถย้อนเวลาเพื่อให้ เครื่องComputer สามารถกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมและถอดเอาโปรแกรมที่ทำให้ ระบบComputerรวน ออกไปจากเครื่องด้วยครับ
   สำหรับ Windows จะมีเครื่องมือที่ว่านี้ก็คือ "System Restore" ซึ่งเป็นเหมือนแฟ้มเอกสารที่เก็บข้อมูลการทำงานของ Windows และไฟล์แอพพลิเคชั่นต่างๆที่ติดตั้งในระบบ ถ้าเราต้องการที่จะย้อนเวลาเรียกคืนสภาพก่อนหน้านี้ให้กับ ระบบComputer ก็สามารถทำได้ ด้วยการเลือกวันที่ต้องการย้อนเวลากลับไป

วิธีการย้อนเวลาด้วย System Restore  
คุณสามารถย้อนเวลาเรียกคืนสภาพที่ดีด้วย System Restore เมื่อเห็นว่าเครื่อง Computer ของคุณเริ่มมีอาการ ระบบComputerรวน โดยเราต้องเลือกระยะเวลาถอยหลังตามที่เราต้องการ
1.คลิ๊กที่ปุ่ม Start >> All Program >> Accessories >> System Tools >> System Restore
















2.คลิ๊กปุ่ม Restore my computer to an earlier time และคลิ๊กปุ่ม Next เพื่อดำเนินการต่อไป














3. อ่านเงื่อนไขแล้วทำการคลิ๊ก Next














4.เลือกวันที่เราต้องการย้อนเวลากลับไป(ต้องเป็นวันที่เครื่อง Computer ยังมีสภาพการใช้งานที่ดีอยู่)














5.เลือกวันแล้วก็คลิ๊ก Next เพื่อให้เครื่องทำการ System Restore
เมื่อ System Restore เสร็จแล้วเครื่องจะทำการ Restart เครื่องขึ้นมาใหม่ (ไม่ต้องตกใจ) Restart ขึ้นมาเสร็จแล้วให้ทำการกดปุ่ม OK ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
เพียงเท่านี้เครื่องของเราจะกลับมาลื่นปรื๊ดเหมือนเดิม

6.8.54

ความคืบหน้า iphone 5 มาแน่ ตุลาคม 54 นี้


เว็บไซต์ AllThingD ได้เปิดเผยว่า Apple จะจำหน่าย ไอโฟน 5 (iPhone 5) ช่วงเดือนตุลาคม ไม่ใช่เดือนกันยายนตามข่าวลือก่อนหน้านั้น โดยทางเว็บไซต์ AllThingD ได้อ้างว่า แหล่งข่าวดังกล่าวมาจากคนในของบริษัท Apple เอง ซึ่งข่าวดังกล่าวมีเหตุผลพอที่จะเชื่อได้แน่นอนครับ อย่างไรก็ดี สเปคของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ที่แน่นอน ก็ยังไม่มีข้อมูลหลุดมาจนถึงตอนนี้

สเป็คของ iphone 5
ที่มีการเปิดเผยข้อมูลสเป็คออกมาคร่าวๆนะครับ แต่คงต้องรอยืนยันจากทาง Apple อีกครั้ง แต่ต้องบอกว่าหลายครั้งที่มีการเปิดเผยข้อมูลทำนองนี้ก็ต้องบอกว่าไม่พลิกโผสักเท่าไหร่ (อย่างเช่น กรณี ภาพหลุด iPhone 4 ที่มีคนคิดว่าไม่น่าจะใช่ภาพจริงแต่ สุดท้ายก็เป็นไปตามภาพที่หลุดออกมา) นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีการปรับปรุงจากรุ่น ไอโฟน 4 (iPhone 4) พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของ เสาอากาศ ที่เคยเป็นปัญหาใน ไอโฟน 4 (iPhone 4) รวมไปถึง การเปลี่ยนวัสดุ จาก กระจก มาเป็นอะลูมิเนียม หรือโลหะ รวมถึงเรื่องของหน้าจอการแสดงผลซึ่ง ไอโฟน 5 (iPhone 5) มีการคาดตะเนจากต้นแบบหน้าจอ ที่หลุดออกมาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ขอบหน้าจอติดกับกรอบตัวเครื่องมากขึ้น) น่าจะส่งผลให้ หน้าจอของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) มีขนาดใหญ่กว่า ไอโฟน 4 (iPhone 4) อย่างที่บอกทุกท่านนะครับข้อมูลยังไม่ยืนยัน ในเรื่องของหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจาก มือถือ Android รุ่นใหม่ๆ เดี๋ยวนี้จะสังเกตุว่ามีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ บางเจ้าก็นำข้อนี้เป็นจุดขายที่ดูแตกต่างจาก ไอโฟน ของ Apple

อย่างไรก็ตาม มีเว็บไซต์ Nowhereelse ได้ทำบทสรุปเกี่ยวกับ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ซึ่งรวบรวมข้อมูล มาทำเป็นชาร์ทให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น

อดใจรอไว้ก่อนครับ เก็บข้อมูลรอไปก่อนครับอย่าใจร้อน (อย่าลืมเก็บตังค์ไว้ด้วยนะครับ)

5.8.54

แก้ปัญหา computer ช้าด้วยการ Defrag

       หลายท่านที่ใช้คอมพิวเตอร์คงต้องเคยหงุดหงิดกับการใช้ Computer  ที่มันเคยปรู๊ดปร๊าดแต่ใช้งานไปซักพักมันก็งอแงขึ้นมาเอาดื้อๆ ซะอย่างนั้น ปัญหาก็คงเกิดจากจาก พอข้อมูลมันเยอะขึ้น และไม่ถูกจัดให้เป็นระเบียบมันก็จะทำงานได้ช้าครับ
       การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อมีการบันทึกข้อมูลลงใน  Hard disk แล้วลบข้อมูลออก จะทำให้เกิดพื้นที่ว่างเป็นหย่อมๆ และเมื่อทำการเซพข้อมูลลงไปใหม่ ข้อมูลก็จะถูกกระจายเป็นหย่อมๆตามพื้นที่ที่ว่างอยู่ของ Hard disk ทั้งๆที่เป็นข้อมูลไฟล์เดียวกัน เรียกลักษณะแบบนี้ว่า เป็นการเก็บข้อมูลแบบกระจาย หรือ Defragmentation
      ทำให้เวลาที่ CPU จะทำการประมวลผลต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่กระจายตัวอยู่สามารถทำได้ช้า ยิ่งถ้าไฟล์มีขนาดใหญ่และกระจายตัวกันมากก็ยิ่งจะช้าขึ้นไปอีก ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้ว่า Computer เราทำไมมันอืดๆ ไม่เร็วปรู๊ด ปร๊าด เหมือนก่อนเคยเป็นมา
      เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับชั้นหนังสือ ถ้าเราหยิบหนังสือออกมาก็จะมีช่องว่างอยู่หยิบออกมาหลายเล่มก็มีหลายช่อง แต่พอซื้อหนังสือมาใหม่เล่มใหญ่กว่าเดิมเข้าไม่ได้ก็ต้องทำการแบ่งหน้าหนังสือออกให้สามารถเสียบเข้าช่องได้ก็แต่ต้องแบ่งเสียบไว้หลายๆช่อง ช่องโน้นครึ่งเล่ม ช่องนี้สามหน้า ช่องนี้สิบหน้า อะไรประมาณนี้ครับ พอจะหยิบมาอ่านก็หายากก็เลยทำให้ช้า
       ดังนั้นเราก็จะต้องมีการจัดเรียงข้อมูลใหม่ที่เขาเรียกว่า Defrag ซึ่งก็คือการจับเอาข้อมูลที่เป็นไฟล์เดียวกันมาไว้ด้วยกันหรือคล้ายๆการเย็บเล่มหนังสือแล้วจัดเรียงชั้นวางใหม่ ทีนี้พอข้อมูลเป็นระเบียบก็จะทำให้สามารถหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นครับ
โดยปกติการ Defrag ก็จะมีโปรแกรมที่มากับ Window อยู่แล้วมาดูวิธีการใช้งานกันครับ

การใช้งานโปรแกรม Disk Defragmenter
1. เข้าโปรแกรมตามนี้ครับ กดที่แถบ START ด้านล่างซ้าย > All Program>Accessories>System tool>Disk Defragmenter จะขึ้นมาหน้าตาอย่างนี้ครับ


2. เลือก drive ที่ต้องการจะทำการ Defrag แล้วกด Defragment

3. ก็จะมีแถบสีๆขึ้นมาแสดงสถานะ สีน้ำเงินจะเลื่อนมาติดกัน และสีอื่นๆก็จะเลื่อนไปติดกันสีใครสีมัน และปิดช่องว่างระหว่างแถบสี

รอจนเสร็จแล้วก็ทำ drive อื่นๆต่อไปตามต้องการครับ (รอค่อนข้างนานครับประมาณ 4-5 ชั่วโมง)
ควรทำทิ้งไว้ก่อนนอน หรือทำธุระอย่างอื่นรอไปก่อนครับ
เสร็จทั้งหมดแล้วหวังว่าเครื่อง computer ของเราคงจะเร็วขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ